วัดใต้ ตอน2 พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เขียนโดย นายสมชาย แสงชัยศรียากุล   
วันศุกร์ที่ 13 พฤษจิกายน 2009 เวลา 16:49

เที่ยววัดกับนายอารามบอย

 

 

 

พระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์

(หลวงปู่เปลี่ยน  อินฺทสโร)


ช่วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ในระหว่างถือศีลกินเจ   นาย

อารามบอยหวังว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่ถือ

ศีลกินเจตามเทศการนี้ด้วย   และพร้อมใจกันสร้าง

กุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวร  และ

ขอให้พระองค์ท่านมีพระพลานามัยแข็งแรง  ทรง

เป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาล    วันนี้จะนำเสนอประวัติของพระวิสุทธิรังษี  (หลวงปู่วัด

ใต้)  หรือในนามหลวงปู่เปลี่ยน  อินฺทสโร  อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีและอดีตเจ้าอาวาสวัดไชย

ชุมพลชนะสงคราม   ผู้เปรียบเสมือนเทพพระเจ้าของชาวจังหวัดกาญจนบุรี

 

            พระวิสุทธิรังษี  (เปลี่ยน  อินฺทสโร)  เกิดเมื่อวันเสาร์  ขึ้น    ค่ำ   เดือน    ปีจอ  ตรงกับวันที่    เมษายน   พ.ศ.   ๒๔๐๕  (วันเสาร์  ๕)     บ้านม่วงชุม   ตำบลม่วงชุม  อำเภอท่าม่วง  (วังขนาย)   จังหวัดกาญจนบุรี   โยมบิดาชื่อหมื่นพรหม  (นิ่ม)  โยมมารดาชื่อ  คอน   พูลสวัสดิ์    บิดามารดาตั้งชื่อว่า  เปลี่ยน           เมื่อท่านมีอายุได้  ๑๒  ปี  ซึ่งเป็นวัยแก่การเรียน   บิดามารดาจึงได้นำไปฝากพระอธิการกรณ์   เจ้าอาวาสวัดชุกพี้   เพื่อศึกษาหนังสือไทยและขอมอย่างโบราณ   การศึกษาเล่าเรียนในสมัยนั้นมิใช่เรียนหนังสืออย่างเดียว  ยังต้องฝึกหัดวิชาชีพ เช่น  การช่างแขนงต่างๆ  ได้แก่  ช่างไม้   ช่างปูน  ช่างวาด  ฯลฯ  ตลอดจนวิชาอาคม  เวชมนต์  ศิลปะการป้องกันตัว  วัดในสมัยโบราณจึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยที่รวบรวมทุกแขนงอาชีพ     หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนพออ่านออก  เขียนได้แล้ว   บิดามารดาจึงขอให้ลาพระอาจารย์ออกจากวัด  เพื่อไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพของวงศ์ตระกูลต่อไป   หลังออกจากวัดกลับไปอยู่บ้าน   ท่านดำเนินชีวิตในทางนักเลงหัวไม้  ด้วยอุปนิสัยเป็นผู้มีใจกว้างขวาง  ทั้งห้าวหาญ  (ภาษาวัยรุ่นก็ว่าเป็นคนใจถึง)  ไม่เกรงกลัวใคร   แถมท่านเป็นคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรงมีลักษณะเป็นหัวหน้าคน   ทำให้เป็นที่ยำเกรงของเพื่อนมิตรและนักเลงต่างถิ่น  การดำเนินชีวิตของท่านในช่วงนี้จึงเสี่ยงอันตรายมาก   แต่ด้วยความเป็นคนใจถึงรักพวกพ้องทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่นักเลงในท้องถิ่นและต่างถิ่น  ช่วงนั้นชื่อเสียงในด้านความเป็นนักเลงหัวไม้ของท่านระบือไปไกล   ยิ่งทำให้ท่านมีพวกพ้องและลูกน้องมากขึ้น   ความประพฤติของท่าน   ทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเกิดความระอายเหนื่อยหน่ายและลงความเห็นว่าถ้าท่านยังอยู่เป็นคฤหัสถ์ก็จักเอาไว้ไม่อยู่จะสร้างความเสื่อมเสียมากกว่านี้แน่   บิดามารดาและหมู่ญาติจึงได้ขอให้ท่านบวชเรียนทดแทนคุณ   ท่านได้สติพิจารณาว่าการดำเนินชีวิตทางนักเลงมีแต่จะทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเสื่อมเสียไปด้วย   เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วท่านจึงยอมเข้าอุปสมบทสร้างความปีติยินดีให้กับบิดามารดาเป็นที่สุด    ขณะอุปสมบทท่านมีอายุ  ๒๒   ปี    โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง)    เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม   เป็นพระอุปัชฌาย์    พระอธิการกรณ์  วัดชุกพี้  เป็นพระกรรมวาจารย์    พระอธิการรอด  วัดทุ่งสมอ  เป็นอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า   อินฺทสโร   ท่านบวชเป็นพระ     พัทธสีมาวัดชุกพี้

นายอารามบอยขอแซกประวัติวัดชุกพี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อประดับความรู้    วัดชุกพี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่ามีชื่ออย่างไร   ได้จากการสันนิฐานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมา   พอจะถือเป็นที่เชื่อได้ว่าเรียกกันมาในนามของวัดชุกพี้   เป็นวัดเก่าแก่กว่าวัดใดๆในละแวกนี้   คงจะสร้างมาแล้วอย่างน้อยก็ราวๆต้นกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นไป  (ในลักษณะสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์มีพระอยู่จำพรรษา)    เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์

         

 

อนึ่งปรากฏว่า  เรือแพหรือศพใครหลุดลอยมาแต่เหนือน้ำ   มักจะถูกกระแสน้ำผลักเข้าติดอยู่ในวังวนนี้เสมอ   จึงมีชื่อเรียกตามเหตุปรากฏเป็นสำนวนชาวพื้นบ้านว่า ชุกผีคือ  ชุมผี  อันหมายถึงมีศพมาติดอยู่ที่นี่มากนั่นเอง

นามวัดว่า ชุกพี้  จึงน่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องดังกล่าวไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  คือจากคำว่า  วัดซุกผี  หรือ  วัดชุกผี  ตามสำนวนชาวพื้นบ้าน   และก็คงจะเรียกกันเรื่อยมากระทั่งไม่มีใครสนใจเรียกชื่อเดิมแท้ๆ  ซึ่งคงจะมีอยู่ก่อนแล้ว   นานเข้าก็เลยเลือนหายไปจากความทรงจำในที่สุด   คงรู้กันแต่ในนามว่า  วัดซุกผี   หรือ  วัดชุกผี  เท่านั้น   และชะรอยจะรู้สึกว่า  คำว่า ซุกผี  หรือ  ชุกผี  นี้ฟังดูน่ากลัว  ไม่

 

 

เป็นมงคลนามนักตามความรู้สึกทั่วไป  ดังนั้นต่อมาจึงมีการดัดเสียงเรียกให้เสียงเพี้ยนหันเหความรู้สึกไปทางอื่นเสียใหม่ว่า  ชุกพี้  ซึ่งมิได้หมายความว่าเลือนมาจาก  ชุกกระพี้  ที่ตรงข้ามกับ  แก่น  ซึ่งแปลว่า  มีแต่กระพี้  หาสาระมิได้  อย่างที่หลายคนเคยคิดมาก่อน   หลังจากสงครามระงับแล้วเจ้าเมืองกาญจนบุรี  (ไม่ทราบนาม)  ก็ให้ขุดศพทั้งหมดขึ้น  เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศล   วัดชุกพี้ก็คงดำรงอยู่เป็นวัด  ในลักษณะสำนักสงฆ์มีพระจำพรรษาเรื่อยมา   ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่     พระพิไชยสงครามรามภักดี (ไม่ทราบนามเดิม)  มีภรรยาชื่อส้มลิ้ม  มีภูมิลำเนาอยู่ทางแม่กลอง  จังหวัดสมุทรสงคราม  ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เป็นวัดสมบูรณ์แบบขึ้น  และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเป็นวัด  มีชื่อตามราชทินนามบรรดาศักดิ์ของท่านว่า  วัดพิไชยธาราม  และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็นเอกเทศเฉพาะสงฆ์สมบูรณ์  เมื่อวันที่  ๒๕  มกราคม  พุทธศักราช  ๒๔๓๘  รัตนโกสินทร์ศก  ๑๑๔  เป็นวัดซึ่งพระสงฆ์ทำสังฆกรรมได้ทุกอย่างสมบูรณ์ตามพระธรรมวินัย

วัดพิไชยธาราม  (วัดชุกพี้เดิม)  ก็มีความเจริญรุ่งเรือง  เป็นวัดที่ชาวบ้านมาร่วมทำบุญและถือศีลปฏิบัติ

ธรรมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกรมชลประทานจะจัดสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น

เขื่อนแม่กลอง)   ทำให้วัดต้องถูกเวนคืนที่ดินของวัดทั้งหมดจำนวน  ๓๐  ไร่    งาน    ตารางวา 

ให้กรมชลประทานเพื่อสร้างเขื่อน เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม  พ.ศ. ๒๕๑๒ พระปลัดชั้น  กลฺยาณธมฺโม  

ได้รวบรวมชาวบ้านจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่และดำเนินการสร้างวัดพิไชยธารามขึ้นใหม่ และได้ทำพิธี

บวงสรวงนำหลวงพ่อศิลาและหลวงพ่อใหญ่พระประธานของวัดมาประดิษฐานที่มณฑปของวัดที่สร้าง

ขึ้นใหม่ด้วย  เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อองค์หลวงพ่อทั้งสอง

  
           มณฑปหลวงพ่อใหญ่         พระประธานวัดชุกพี้(เดิม)อัญเชิญมาวัดชุกพี้ใหม่

  
        ศาลาหลวงพ่อศิลา หลวงพ่อศิลาอัญเชิญจากวิหารวัดชุกพี้เดิม

  
        หนีไม่พ้นกฎไตรลักษณ์          อนิจจัง   ทุกข์ขัง   อนัตตา

  
     ภาพวาดบนเพดานอุโบสถวาดเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗     จิตกรรมไทยที่งดงาม  อ่อนช้อย

  
      ตำราไสยเวช แขนงต่างๆ

            ครั้งหนึ่งหลวงปู่เปลี่ยนได้ศึกษาจากตำราเหล่านี้

 

       

       kkkkkkkkkk

พระครูวิชัยกาญจนคุณ  เจ้าคณะตำบลม่วงชุม  เจ้าอาวสวัดพิไชยธาราม   เมตตาให้ข้อมูลวัด

       มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระวิสุทธิรังษี(ช้าง)เป็นพระที่มีวิทยาคมเก่งกล้ามากเป็นที่เคารพนับ

ถือของชาวเมืองกาญจน์และเมืองใกล้เคียง ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี 

รูปแรก  ได้สร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์ด้วยการปลุกเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดขนอน 

เมืองราชบุรี   พร้อมกับหลวงพ่อกลิ่น  วัดเทวสังฆาราม  (วัดเหนือ)ปรากฏว่าน้ำพระพุทธ

มนต์ของทั้งสองวัดไม่สามารถเทออก  และไม่ไหล  ออกจากบาตรน้ำมนต์  ถือว่าท่านทั้ง

สองได้สอบผ่านครั้งสำคัญ   เพราะแต่เดิมมาการปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ต้องไปขึ้น

กับมณฑลราชบุรี   ครั้นกิตติศัพท์ร่ำลือไปถึงหูท่านพระครูธรรมเสนานี (ดี) วัดขนอนซึ่งปก

ครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ว่า  เมืองกาญจน์มีอาจารย์เก่งกล้าถึง    รูป  คือ  วัดใต้  และ

วัดเหนือ  สมควรจะปกครองตัวเองได้  จึงได้เรียกมาทดสอบที่วัดขนอน  ก็ประจักษ์เห็นเก่ง

จริงต่อหน้าเจ้าบ้านเจ้าเมืองและประชาชนเป็นอันมาก  จึงได้รับบาตรน้ำมนต์มาเป็นรางวัลคน

ละบาตร  ไว้เป็นอนุสรณ์  และทางราชการก็แต่งตั้งหลวงพ่อช้าง (วัดใต้ ) เป็น พระครู

วิสุทธิรังษีดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี      และให้หลวงพ่อกลิ่น  วัดเหนือ  เป็น 

พระครูสิงคิบุรคณาจารย์   รองเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี   ตั้งแต่นั้นมาคณะสงฆ์ของเมือง

กาญจนบุรีก็ไม่ขึ้นกับเมืองราชบุรีอีกเมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักพระ

อธิการกรณ์   วัดชุกพี้  จนครบ    พรรษา  จึงย้ายไปอยู่กับพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง) พระ

อุปัชฌาย์  ที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม  เพื่อวัตรปฏิบัติและศึกษาธรรมวินัยในสำนักพระ

อุปัชฌาย์     ต่อมาท่านได้ดำรงแหน่งฐานานุกรมของพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง)    ดังนี้

-  พ.ศ.     ๒๔๓๑   ได้รับแต่งตั้งเป็น  พระใบฎีกา

-  พ.ศ.      ๒๔๓๖   ได้รับแต่งตั้งเป็น  พระปลัดและเป็นรองเจ่าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม

 

 

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ได้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขยายการศึกษาของสยามประเทศออก

ไปตามหัวเมือง  ได้จัดรูปแบบการศึกษาแบ่งเป็น      ภาค   คือ    

การศึกษาในกรุงเทพฯ     กรมศึกษาธิการ    เป็นผู้จัดการ  และการ

ศึกษาหัวเมือง  กระทรวงมหาดไทย   เป็นผู้จัดการ   โดยขอให้วัด

เป็นสถานที่เล่าเรียน

 

 

 

การจัดการศึกษาภายในวัด   การจัดการศึกษาภาษาไทย 

ตั้งแต่เริ่มแรกซึ่งยังไม่มีโรงเรียน  เด็กจะเรียนหนังสือบน

กุฏิ  โดยพระเป็นผู้สอน   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่     ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้

ขยายการศึกษาของสยามประเทศออกไปตามหัวเมืองและ

ขอให้วัดเป็นสถานที่เล่าเรียน   และทรงอาราธนาพระเจ้า

น้องยาเธอ   กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส   (สมเด็จพระมหา

สมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)  ให้ทรงรับภาระอำ

นวยการ  พระองค์ได้ทรงจัดพระที่เห็นสมควรเป็นผู้อำนวยการ

ศึกษามณฑลนั้นๆ   เฉพาะในจังหวัดกาญจนบุรี  ซึ่งสังกัดใน

มณฑลราชบุรี   วัดไชยชุมพลชนะสงคราม  เป็นวัดหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องว่าควรเป็นโรงเรียนได้  

ปรากฏในสำเนารายงานตรวจการศึกษามณฑลราชบุรี  ในราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๑๖  แผ่นที่ 

๕๒  ร.ศ.  ๑๑๘  ( พ.ศ.  ๒๔๔๒)  กับธรรมจักร  เล่ม  ๗ตอนที่  ๑๑ ๑๒  ตอนหนึ่งว่า  

วัดที่ควรเป็นโรงเรียนได้มี    ตำบล   จำนวน    วัด  คือ

๑.วัดเทวสังฆราม  (วัดเหนือ)  เพราะพระสุด  เจ้าอธิการ  มีความรักเอาใจใส่ในการศึกษาและการพระ

ศาสนา  เป็นวัดหัวเมืองมีราษฎร์นับถือมาก  ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับตัวเมืองอยู่ด้านทิศเหนือ

๒.วัดไชยชุมพลชนะสงคราม  (วัดใต้)   เป็นวัดท้ายเมืองอยู่ด้านทิศใต้  มีราษฎร์นับถือมากเช่นเดียวกัน 

เป็นเจ้าคณะจังหวัด   และพระใบฎีกาเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยในการสอน  และเป็นผู้กว้างขวางเต็มใจที่จะจัด

การสอนขึ้นด้วย   ผู้ที่สามารถจะสอนตามแบบหลวงได้มีบ้างแต่ยังน้อย  ทำให้มีพระในเมืองกาญจนบุรี

มาศึกษากันมาก

    ล่วงมา  พ.ศ.  ๒๔๓๖   ได้รับการแต่งตั้งเลื่อนเป็นพระปลัด  และเป็นรองเจ้าอาวาส  ในกาลต่อมา

เมื่อพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง)  ถึงแก่กาลมรณภาพ   พระปลัดเปลี่ยนจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอา

วาสในปี  พ.ศ.  ๒๔๔๔   เป็นต้นมา     สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  เมื่อได้ทรงเห็นความเรียบร้อยของ

คณะสงฆ์ในจังหวัดกาญจนบุรี   ซึ่งแสดงถึงความสามารถของหลวงพ่อเปลี่ยนในฐานะเจ้าอาวาสและ

เป็นผู้นำคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรีจัดการต้อนรับพระองค์ท่านได้อย่างสมพระเกียรติและเรียบร้อยดี  

จึงได้ทรงขอพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูวิสุทธิรังษี  และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด

กาญจนบุรีแทนพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง)  ที่ได้มรณภาพ

    ครั้น  พ.ศ.  ๒๔๔๗   ได้เริ่มจัดตั้งโรงเรียนขึ้นภายในวัดใต้   เริ่มเปิดสอนนักเรียนที่ศาลาการเปรียญ 

ซึ่งเป็นศาลาใหญ่ (ศาลาดิน)  เมื่อวันที่    มิถุนายน  ๒๔๔๗   อยู่ในความควบคุมของพระอมรโมฬี 

วัดบวรนิเวศ   เจ้าคณะมณฑลและผู้อำนวยการศึกษามณฑลราชบุรี   เมื่อแรกตั้งโรงเรียนนั้น  

พระภิกษุเป็นครูสอนคือ  พระเจียนเป็นครูใหญ่คนแรก   ต่อมาพระเจียนลาออก  ได้ให้พระก้าน 

(พระครูวัตตสารโสภณ)  เข้าทำการสอนแทน  และเป็นครูใหญ่แทน  ตั้งแต่วันที่     ตุลาคม 

พ.ศ.   ๒๔๔๙  เป็นต้นมา

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จประ

พาสเมืองกาญจนบุรี  ใน  พ.ศ.  ๒๔๕๒   ครั้งนั้นพลับ

พลาประทับแรมตั้งอยู่ที่ริมน้ำทางฟากตะวันตกตรงข้ามวัด

ไชยชุมพลชนะสงคราม  ถึงเวลาค่ำพระครูวิสุทธิรังษี  นำ

พาคณะสงฆ์ราว  ๒๐  รูป  ลงมาสวดมนต์ที่แพหน้าวัด

ถวาย  ทรงสดับทุกคืน  ประทับแรมอยู่    ราตรี  

สวดภาณวารได้ตลอดทั้งคัมภีร์   สมเด็จพระพุทธเจ้า

หลวงทรงสรรเสริญว่าอุตสาหะท่องจำจนคล่อง แล้วโปรด

พระราชทานรางวัลพระสงฆ์ทั้งอาราม   เพราะสมัยนั้นพระ

ภิกษุบวชใหม่  ในพรรษาแรกต้องท่องจำ ทำวัตรพระ(คำ

นมัสการข้างตอนต้นภาณวาร)  กับ พระอภิธรรม  ให้ได้   ต่อไปพรรษาที่ ๒  ต้องท่องจำพระปริตร

(ทั้ง  เจ็ดตำนาน  และสิบสองตำนาน)  ถึงพรรษาที่ ๓  ต้องท่องจำ ภาณวารให้สวดได้ทั้งคัมภีร์กับ

ทั้งธัมมจักรกัปปวัตนสูตร  และมหาสมัยสูตรด้วย  พรรษาต่อไปต้องท่องจำปาฏิโมกข์ให้ได้ภาย

ใน    พรรษา

    อนึ่ง  ปรากฏหลักฐานตามบันทึกสมุดหมายเหตุรายวันของโรงเรียนว่า พระบาทสม

เด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จเยี่ยมวัดไชยชุมพลชนะสงคราม  เมื่อวันที่   

กันยายน  พ.ศ.  ๒๔๕๒  พระก้านได้จัดนักเรียน  จำนวน  ๖๖  คน  รับเสด็จที่หน้าวัด 

พระองค์ได้พระราชทานรางวัลแก่นักเรียนคนละ     สลึง

    ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่  ๓๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๕๘  นั้น  พระ

บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   ได้พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนให้พระครูวิสุทธิรังษี

(เปลี่ยน  อินทฺสโร)   เป็นพระราชาคณะที่  พระวิสุทธิรังษี  ชินศาสนโสภี  สังฆปาโมกข์

        ต่อมาในปี  พ.ศ.  ๒๔๖๓  ได้พระราชทานพัตรารัตนาภรณ์  ชั้น    แก่พระวิสุทธิรังษี  

 (เปลี่ยน   อินฺทสโร) ตามที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้มีความสามารถใน

งานพระราชพิธีสำคัญๆ  ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕  มา และในงานพิธีต่างๆ  ของเจ้านายหรือขุนนาง  

เป็นต้น   พระวิสุทธิรังษี  (เปลี่ยน)   ได้รับอาราธนาให้เข้าไปร่วมในพิธีการหลายครั้ง   โดย

ตำแหน่งบ้าง   โดยเจ้าภาพเคารพนับถือบ้าง   เช่นในรัชกาลที่    ในการพระราชพิธีเฉลิม

พระที่นั่งจักรี  และพระที่นั่งอื่นๆ   จ.ศ.  ๑๒๔๔   ในรัชกาลที่     ในการถวายพระเพลิง

พระบรมศพรัชกาลที่     ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช  ในรัชกาลที่    ใน

การถวายพระเพลองพระบรมศพรัชกาลที่     พ.ศ.  ๒๔๖๘  ในพระราชพิธีพระบรมราชา

ภิเษก     ในพระราชพิธีฉลองกรุงเทพฯ   พ.ศ.  ๒๔๗๕   ในส่วนเจ้านาย  เช่นในการฉลอง

พระชนมพรรษา  ๖๐   พรรษา  ของสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าบรมราชเทวี  พ.ศ.  ๒๔๖๗  

ในการฉลองพระชนมายุของพระอัครชายาเธอ  กรมพระสุทธาสินีนาฏ    หลักฐานต่างๆยัง

มีปรากฏอยู่ที่วัดโดยมีพัดยศและพัดรองจำนวนมากเป็นหลักฐานยืนยันในการเข้าร่วมพิธีการ

ดังกล่าว    แสดงว่าพระคุณเจ้าเป็นผู้ที่เจ้านาย   ข้าราชการ  พ่อค้าคฤหบดีทั้งในกรุงเทพฯ 

และหัวเมืองอื่นๆ   ให้ความเคารพนับถือหลวงปู่เปลี่ยน  เป็นจำนวนมาก

พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์  พหลโยธิน)อดีตนายกรัฐมนตรี


ลูกศิษย์คนหนึ่งที่เคารพนับถือหลวงปู่เปลี่ยน  มากท่านผู้นั้นได้รับ

การยกย่องเป็นเชษฐบุรุษ พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหล

โยธิน)  เมื่อมีการพิธีปลุกเศก  หรือเกี่ยวด้วยประสิทธิ์ประสาธน์

เครื่องคุ้มครองที่สำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทางราชการจัดสร้าง

ขึ้นพระยาพหลพลพยุหเสนา  (พจน์   พหลโยธิน) ะต้องนิมนต์

หลวงปู่เปลี่ยนเข้าร่วมพิธีกรรมด้วยเสอมมาในฐานะเกจิอาจารย์ผู้

เรืองวิทยาคมของเมืองกาญจน์  ทำให้เกียรติคุณของหลวงปู่

เปลี่ยน ขจรกระจายไปไกลเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าขุนนาง

และข้าราชการผู้ใหญ่ที่กรุงเทพฯเมื่อกล่าวถึง  หลวงพ่อวัดใต้เมืองกาญจน์  ก็รู้จักกันในหลายหัวเมือง 

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่    มีชาวบ้านและชาวเมืองทั้งใกล้และไกล  ต่างเดินทางมาวัดใต้จำนวน

มากเพื่อของวัตถุมงคลของหลวงพ่อ นำไปสักการบูชาเพื่อคุ้มครองตนและครอบครัวให้พ้นจากภัย

สงคราม  และเพิ่มขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิตในสภาวะสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก   ลูกศิษย์

ที่ได้รับวัตถุมงคลของหลวงพ่อเปลี่ยนนำไปสักการบูชาต่างก็ปลอดภัยจากภัยของสงครามทุกครัว

เรือน  และหลังจากผ่านพ้นสภาวะสงครามแล้วบุญบารมีของหลวงพ่อเปลี่ยนได้หนุนนำลูกศิษย์ที่

เคารพนับถือท่านต่างมีความเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงาน

พระวิสุทธิรังษี(เปลี่ยน  อินฺทสโร)เป็นที่นิยมนับถือในทางเป็นอาจารย์


ผู้ประสิทธิ์ประสาธน์เครื่องคุ้มครองในทางขลัง ท่านมีชื่อในทางนี้มา

นานจนเป็นพระอาจารย์สำคัญผู้หนึ่งของบรรดาผู้ถือขลังหรือเป็น

เกจิอาจารย์เพราะท่านเกิดตรงกับวันเสาร์  ขึ้น    ค่ำ  อันยังนับ

ว่าเป็น    ค่ำ  ตามดิถีในปฏิทินโหรศาสตร์  และเดือน     ทั้ง

วันที่    เมษายน  พ.ศ.  ๒๔๐๕  อีก  ที่ถือว่าเป็นวันขลังมาแต่

โบราณ  หรือที่รู้กันนัยนาม  เสาร์  พระวิสุทธิรังษี  (เปลี่ยน  อินฺทสโร)  มีสุขภาพร่างกายแข็ง

แรงไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ได้มีอายุเจริญเรื่อยมา เมื่อมีอายุครบ ๗๔  ปีบริบูรณ์  ใน พ.ศ.๒๔๗๘ 

คณะศิษย์และผู้เคารพนับถือได้จัดงานทำบุญฉลองอายุเป็นการเอิกเกริก  มีทั้งพระและฆราวาสมา

งานกันมาก

พระวิสุทธิรังษี  (เปลี่ยน  อินฺทสโร)  ได้เจริญอายุต่อมาจน

ย่างเข้า  ๘๕  ปี  ก็ได้อาพาธด้วยโรคชรา  ตั้งแต่เดือน

กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๔๘๙  คณะแพทย์ทั้งแผนปัจจุบัน

และแผนโบราณพยายามรักษาแต่อาการก็มีทรงกับทรุด

มาโดยลำดับ   และได้สิ้นลมถึงแก่การมรณภาพด้วยอา

การอันสงบ  เมื่อวันศุกร์  ที่    เมษายน  พ.ศ.    ๒๔๙๐   

เวลา    ๐๙.๒๕    นาฬิกาสิริอายุครบ  ๘๕   ปีบริบูรณ์ ตั้ง

แต่นั้นมาทางวัดได้จัดเป็นงานประจำปี  เพื่อนมัสการ

ปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อวัดใต้  (หลวงปู่เปลี่ยน)  ใน  วัน

ที่  - ๕ -    เดือนเมษายน  ของทุกปี  เพื่อระลึกถึงคุณ

งามความดีที่หลวงเปลี่ยนท่านได้บรรจงสร้างความเจริญรุ่ง

เรืองให้กับวัดและได้วางรากฐานการศึกษาให้ลูกหลานชาว

กาญจนบุรีได้รับการศึกษาที่ดีสร้างเกียรติประวัติให้กับจังหวัด

กาญจนบุรีมากมายทั้งพระและลูกหลานชาวกาญจน์มาจนถึง

ปัจจุบันและตลอดไป  

 

 

            ขอจบประวัติหลวงพ่อวัดใต้เพียงเท่านี้    โอกาสหน้านายอารามบอยจะสรรหาเนื้อหาสาระต่างๆที่น่าสนใจของจังหวัดกาญจนบุรีมาเสนอครับ  ขอบคุณที่ติดตามผลงาน