forex trading logo


KANCHANABURI

JEvents Calendar

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้209
mod_vvisit_counterวานนี้379
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้588
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน4306
mod_vvisit_counterเดือนนี้6109
mod_vvisit_counterเดือนก่อน16935
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด3875939

We have: 54 guests, 3 bots online
Your IP: 103.55.142.140
 , 
Today: พ.ย. 12, 2019

สปอตโฆษณา

หลวงพ่อเปลี่ยน-ประวัติ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย นายสมชาย แสงชัยศรียากุล   
 

                                                                        ประวัติ

                                      พระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์
                                        (หลวงปู่เปลี่ยน  อินฺทสโร)
   เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี  รูปที่     เจ้าอาวาสวัดไชยชนะสงคราม

 

                    

 

พระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์

 

 

 (หลวงปู่เปลี่ยน  อินฺทสโร)

 

                        พระวิสุทธิรังษี  (เปลี่ยน  อินฺทสโร)  เกิดเมื่อวันเสาร์  ขึ้น    ค่ำ   เดือน    ปีจอ  ตรงกับวันที่    เมษายน   พ.ศ.   ๒๔๐๕  (วันเสาร์  ๕)     บ้านม่วงชุม   ตำบลม่วงชุม  อำเภอท่าม่วง  (วังขนาย)   จังหวัดกาญจนบุรี   โยมบิดาชื่อหมื่นพรหม  (นิ่ม)  โยมมารดาชื่อ  คอน   พูลสวัสดิ์    บิดามารดาตั้งชื่อว่า  เปลี่ยน

             เมื่อท่านมีอายุได้  ๑๒  ปี  ซึ่งเป็นวัยแก่การเรียน   บิดามารดาจึงได้นำไปฝากพระอธิการกรณ์   เจ้าอาวาสวัดชุกพี้   เพื่อศึกษาหนังสือไทยและขอมอย่างโบราณ   การศึกษาเล่าเรียนในสมัยนั้นมิใช่เรียนหนังสืออย่างเดียว  ยังต้องฝึกหัดวิชาชีพ เช่น  การช่างแขนงต่างๆ  ได้แก่  ช่างไม้   ช่างปูน  ช่างวาด  ฯลฯ  ตลอดจนวิชาอาคม  เวชมนต์  ศิลปะการป้องกันตัว  วัดในสมัยโบราณจึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปวิทยาเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยที่รวบรวมทุกแขนงอาชีพ     หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนพออ่านออก  เขียนได้แล้ว   บิดามารดาจึงขอให้ลาพระอาจารย์ออกจากวัด  เพื่อไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพของวงศ์ตระกูลต่อไป   หลังออกจากวัดกลับไปอยู่บ้าน   ท่านดำเนินชีวิตในทางนักเลงหัวไม้  ด้วยอุปนิสัยเป็นผู้มีใจกว้างขวาง  ทั้งห้าวหาญ  (ภาษาวัยรุ่นก็ว่าเป็นคนใจถึง)  ไม่เกรงกลัวใคร   แถมท่านเป็นคนรูปร่างล่ำสันแข็งแรงมีลักษณะเป็นหัวหน้าคน   ทำให้เป็นที่ยำเกรงของเพื่อนมิตรและนักเลงต่างถิ่น  การดำเนินชีวิตของท่านในช่วงนี้จึงเสี่ยงอันตรายมาก   แต่ด้วยความเป็นคนใจถึงรักพวกพ้องทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่นักเลงในท้องถิ่นและต่างถิ่น  ช่วงนั้นชื่อเสียงในด้านความเป็นนักเลงหัวไม้ของท่านระบือไปไกล   ยิ่งทำให้ท่านมีพวกพ้องและลูกน้องมากขึ้น   ความประพฤติของท่าน   ทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเกิดความระอายเหนื่อยหน่ายและลงความเห็นว่าถ้าท่านยังอยู่เป็นคฤหัสถ์ก็จักเอาไว้ไม่อยู่จะสร้างความเสื่อมเสียมากกว่านี้แน่   บิดามารดาและหมู่ญาติจึงได้ขอให้ท่านบวชเรียนทดแทนคุณ   ท่านได้สติพิจารณาว่าการดำเนินชีวิตทางนักเลงมีแต่จะทำให้บิดามารดาและหมู่ญาติเสื่อมเสียไปด้วย   เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วท่านจึงยอมเข้าอุปสมบทสร้างความปีติยินดีให้กับบิดามารดาเป็นที่สุด    ขณะอุปสมบทท่านมีอายุ  ๒๒   ปี    โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี  (ช้าง)    เจ้าอาวาสวัดไชยชุมพลชนะสงคราม   เป็นพระอุปัชฌาย์    พระอธิการกรณ์  วัดชุกพี้  เป็นพระกรรมวาจารย์    พระอธิการรอด  วัดทุ่งสมอ  เป็นอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาว่า   อินฺทสโร   ท่านบวชเป็นพระ     พัทธสีมาวัดชุกพี้

kkkkkk    kkk 

 

 

โบสถ์วัดชุกพี้  ที่หลวงพ่อเปลี่ยนอุปสมบถ

                        ประวัติวัดชุกพี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบเพื่อประดับความรู้    วัดชุกพี้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่ามีชื่ออย่างไร   ได้จากการสันนิฐานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าสืบต่อกันมา   พอจะถือเป็นที่เชื่อได้ว่าเรียกกันมาในนามของวัดชุกพี้   เป็นวัดเก่าแก่กว่าวัดใดๆในละแวกนี้   คงจะสร้างมาแล้วอย่างน้อยก็ราวๆต้นกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นไป  (ในลักษณะสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์มีพระอยู่จำพรรษา)    เนื่องจากมีเรื่องเล่าเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ว่า   ครั้งไทยรบกับพม่าในเขตแขวงกาญจนบุรีเป็นศึกใหญ่หลายครั้ง  เช่น ศึกยุงอคงหวุ่น  ที่ตำบลบางแก้ว ราชบุรี   ศึกเก้าทัพเจ้าปะดุงครั้งแรกและครั้งหลังที่สามสบ และท่าดินแดง  เฉพาะที่ท่าดินแดงนั้นนับเป็นสมรภูมิเลือดลือนาม   ซึ่งบรรพบุรุษเหล่าทหารกล้าได้พลีร่างสู้ศึกจนตัวตายจำนวนมาก   นัยว่าศพทหารกล้าเหล่านั้น  ส่วนมากได้ถูกลำเลียงมาฝังซุกซ่อนไว้ที่วัดชุกพี้นี้  (คงจะเคยมีมาก่อนแล้ว)   ที่ใช้คำว่าซุกซ่อน  ก็เนื่องจากว่า  คติการรบสมัยก่อน  ถ้าใครฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว  หากมีโอกาสก็จะต้องตัดศีรษะเอาไปกำนัลแก่แม่ทัพนายกองเพื่อเอาบำเหน็จความชอบ   นัยว่าฝ่ายไทยไม่ยอมให้ข้าศึกได้มีโอกาสทำเช่นนั้นได้   เมื่อใครล้มตายลงก็จะพยายามกันเอาศพลำเลียงหนีไปฝังซุกซ่อนไว้   ที่รบก็รบกันต่อไป  ที่ลำเลียงก็ลำเลียงไป   และสมัยนั้นสายทางลำเลียงทางลำน้ำสะดวกที่สุดโดยอาศัยแพ  ที่เจาะจงนำศพมาฝังซุกซ่อนไว้ที่วัดนี้นั้นดูจะมีเหตุผล  พิจารณาจากเรื่องเล่า  ชื่อวัด  และสภาพภูมิศาสตร์ดูสอดคล้องกันชอบกลเห็นมีเค้าจะเป็นไปได้มากอยู่   ด้วยว่าวัดนี้  (วัดเดิม)  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ   ตรงบริเวณหน้าวัดมีลักษณะเป็นแอ่งเว้าเข้ามาพ้นจากสายน้ำไหล   ซึ่งพุ่งผ่านเป็นวังวนกระแสน้ำจึงไหลเอื่อยๆทวนกระแสสายนอกในอาการเกือบจะนิ่ง   ผิดกับสายนอกซึ่งไหลเชี่ยวเพราะเป็นทางตรง   จึงน่าจะอำนวยความสะดวกแก่เรือแพที่บรรทุกศพมาจอดในยามสงครามซึ่งคงจะต้องใช้เวลาฉุกลหุรีบร้อนในการขนถ่ายมากอยู่ไม่น้อย

 

                        

 

                        สภาพโบสถ์ชุกพี้ขาดการดูแลรักษา                 เพดานโบสถ์ทำด้วยไม้มีลวดลายดอกไม้

 

อนึ่งปรากฏว่า  เรือแพหรือศพใครหลุดลอยมาแต่เหนือน้ำ   มักจะถูกกระแสน้ำผลักเข้าติดอยู่ในวังวนนี้เสมอ   จึงมีชื่อเรียกตามเหปราเปสำนวนชาวพื้นบ้านว่า ชุกผีคือ  ชุมผี  อันหมายถึงมีศพมาติดอยู่ที่นี่มากนั่นเอง

 

 

kkkkkkkkk

                        ภาพวาดที่เพดานโบสถ์บ่งบอก  ปี  พ.ศ.  ๒๔๕๗  ตรงกับปีขาล    ภาพนางเมฆหราล่อแก้

           kkk

 

                                                                                                                       ตอนต่อมา เรื่องว่าด้วยนามชุกผี

 

 

 

 

 

 

 


ลิขสิทธิ์ © 2009 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี โทร 034-564280 Email onabkri@gmail.com