forex trading logo


KANCHANABURI

JEvents Calendar

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้435
mod_vvisit_counterวานนี้688
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1871
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน4235
mod_vvisit_counterเดือนนี้17629
mod_vvisit_counterเดือนก่อน20698
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด3791257

We have: 22 guests, 1 bots online
Your IP: 103.55.142.140
 , 
Today: มิ.ย. 26, 2019
ประวัติวัดบ้านทวน ตอน2 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย นาย สมชาย แสงชัยศรียากุล   
าา

                                  

                                พระครูสิงคีคุณธาดา (หลวงปู่ม่วง จันทสโร)

พระครูสิงคีคุณธาดา (หลวงปู่ม่วง จันทสโร) วัดบ้านทวน อำเภอบ้านทวน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น

อำเภอพนมทวน) จังหวัดกาญจนบุรี ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๘ บ้านทวนโยมบิดาชื่อนายมั่น

โยมมารดาชื่อนางใย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คน เมื่ออายุได้ ๑๑ ปีซึ่งเป็นวัยศึกษาเล่าเรียน

โยมบิดามารดาจึงได้นำท่านไปฝากพระอธิการศรี วัดบ้านทวนซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน เพื่อศึกษาเล่าเรียน

หนังสือไทยและขอมอย่างโบราณ สมัยนั้นต้องไปเรียนสรรพวิชาต่างๆที่วัดกุลบุตรที่ไปเรียนต้องปรน

นิบัติอุปฐากครูอาจารย์ คือเป็นศิษย์พระ คอยรับใช้ท่าน กินนอนที่วัดเสร็จไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเหมือน

ปัจจุบัน พระจะสอนทั้งหลักภาษาไทย วิชาการ มารยาท ศีลธรรม พร้อมทั้งวิชาช่างต่างๆเพื่อนำไป

ประกอบอาชีพ ตลอดจนศิลปะป้องกันตัว เช่น มวย ฟันดาบ กระบี่ กระบอง ทำให้วัดในสมัยก่อนเปรียบ

เสมือนเป็นมหาวิทยาลัย เด็กชายม่วงได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยวิริยะอุสาหะ ขยัน จนสามารถอ่านออกเขียน

ได้คล่องแคล่ว จึงได้ลาครูอาจารย์ออกมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพช่วยเหลือครอบครัว เด็กชายม่วง

เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ขยันขันแข็ง มีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจกล้าหาญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น รักพวก

พร้อง รักษาสัจจะพูดคำไหนคำนั้นไม่เปลี่ยนแปลง พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น จึงมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก ได้

รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้า มีใจนักเลง แต่เป็นคนใจบุญไม่ชอบรังแกใครและไม่ให้ใครรังแก เพราะ

อยู่วัดมานานหลายปี เมื่อนายม่วงมีอายุครบ ๒๑ ปี โยมบิดามารดาจึงได้พร้อมใจกันนำท่านเข้า

อุปสมบทตามประเพณีไทย เพื่อศึกษาเล่าเรียนทางธรรมจะได้รู้จักนำธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่าง

มีความสุข และอยู่ในศีลในธรรมต่อไป ได้เข้าอุปสมบท พัทธสีมาวัดบ้านทวนโดยมีพระอธิการศรี เป็น

พระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ช้าง วัดบ้านทวน เป็นพระกรรมวาจาจารย์(พระอาจารย์ช้าง ต่อมาได้เจริญ

ในธรรมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีรูปแรก ในนามพระวิสุทธิรังสี ครอบวัดไชยชุม

พลชนะสงคราม) ส่วนพระอนุสาวนาจารย์ยังไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นใคร มีแต่เพียงคำ

บอกเล่าต่อๆกันมาว่าท่านเป็นพระธุดงค์มาจากจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพระที่มีวิชาอาคมเข้มขลังมาก

สามารถถักแหวนพิรอดแขนและพิรอดนิ้วที่มีลวดลายงดงามมากและเต็มเปลี่ยมพุทธคุณสูงมาก สามารถ

นำไปเผาไฟไม่ไหม้ ต่อมาได้ถ่ายทอดวิชาทำแหวนพิรอดให้กับหลวงปู่ม่วง เมื่อหลวงปู่ม่วงบวชแล้วได้รับ

ฉายาว่า จันทสโร ท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมวินัย ขยันท่องบ่นสวดมนต์ได้แม่นยำจนสามารถ ท่องพระ

ปาฏิโมกข์ได้ พระภิกษุในชนบทสวดมนต์เก่ง จะขึ้นบทไหนได้ทั้งนั้น เสียงดังฟังชัด แม่นยำในทำนอง สัง

โยค ลีลาไพเราะน่าฟัง จะสวดเร็วหรือช้า ก็ไม่เคยสวดแล้วล้มหลวงปู่ม่วงได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนรู้ซึ้ง

แจ่มแจงในธรรม และหลวงปู่ม่วงยังชอบเรียนพระกรรมฐานสมถะ วิปัสสนาธุระ นั่งสมาธิฝึกจิตให้เข้มแข็ง

ด้วยการเดินธุดงค์ตามป่าเขา เข้าผจญต่อความทุกข์ทรมานและเสี่ยงกับสัตว์ดุร้ายต่างๆในป่าลึก ตลอด

จนไข้ป่าที่ชุกชุมมาก สมัยนั้นสภาพป่าทุรกันดารมากเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติและภูตผีปีศาจที่ค่อยทำร้าย

ผู้คน อาณาเขตเมืองกาญจน์ติดต่อกับประเทศพม่า ทำให้เป็นเส้นทางเดินธุดงค์ของพระอริยสงฆ์ที่ใฝ่หา

ความวิเวก ปีหนึ่งๆเมืองกาญจน์จะมีพระอริยสงฆ์จากทั่วประเทศใช้เป็นเส้นทางเดินธุดงค์เพื่อไปนมัสการ

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองร่างกรุง และพระเจดีย์มุเตา ที่เมืองหงสาวดี จึงเป็นเหตุให้มีพระธุดงค์จำ

นวนไม่น้อยที่ในป่าเมืองกาญจน์ เนื่องจากเป็นไข้ป่าหรือไม่ก็ถูกสัตว์ป่าทำร้าย พระอริยสงฆ์ที่สามารถ

ธุดงค์ผ่านป่าเมืองกาญจน์ได้โดยปลอดภัยจึงมีสภาวะจิตที่มั่นคง ส่วนใหญ่จะได้รับการยกย่องจากลูก

ศิษย์ว่าเป็นว่าเป็นพระเกจิอาจารย์

 

 

 

         

                    รูปวาดสีน้ำมันหลวงปู่ม่วง รูปหล่อหลวงปู่ม่วงที่ศักดิ์สิทธิ์

 

                                              

หลวงปู่ม่วงท่านมีความขยันและเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ยึดมั่นในการปฏิบัติพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนาจนเป็นกิจวัตรประจำวัน หลวงปู่ม่วงบวชได้ พรรษา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระคู่สวดประจำวัดบ้านทวน ถึงพรรษาที่ ๑๒ พอดีที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทวนว่างลง หลวงปู่ม่วง ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทวน หลวงปู่ม่วงขณะนั้นท่านเป็นพระหนุ่มที่มีศีลจารวัตรที่งดงามเป็นที่ศรัทธาของคณะสงฆ์และชาวบ้านทั้งใกล้และไกล ต่อมาได้ไม่นานทางคณะสงฆ์ได้มอบความไว้วางใจแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบล ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่าเจ้าอธิการม่วง ท่านได้พัฒนาวัดบ้านทวนและวัดในเขตปกครองให้เจริญรุ่งเรือง หลวงปู่ม่วงอบรมพระสงฆ์ในเขตปกครองให้มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดตามแบบอย่างท่าน สมัยนั้นหลวงปู่ม่วงเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านอย่างมากในพรรษาที่ ๒๑ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌายะ ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลนำบุตรชายมาให้ท่านเป็นอุปัชฌาย์บวชพระให้จำนวนมากในแต่ละปี เมื่อท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสศรัทธาท่านมากขึ้น บรรดาลูกศิษย์ของท่านจึงได้ขอความเมตตาจากท่านสร้างวัตถุมงคลเพื่อนำไปบูชาคุ้มครองตนและความครัวให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแคล้วแคลดปลอดภัยจากสิ่งร้ายต่างๆ หลวงปู่ม่วงจึงได้นำวิชาการทำแหวนพิรอดและตะกรุด ตลอดจนเครื่องรางของขลังแจกลูกศิษย์ แหวนพิรอดของท่านจะปลุกเสกเป็นเอกลักษณ์ของวัดบ้านทวนคือเมื่อทำพิธีปลุกเสกเสร็จแล้วจะนำแหวนพิรอดไปเผาไฟ จนเกิดปาฏิหารย์ แหวนพิรอดของท่านไม่ไหม้ไฟ ถ้าหากแหวนพิรอดวงไหนมีรอยไหม้ท่านจะเขี่ยออกนำไปเสกใหม่จนกว่าจะไม่ไหม้ไฟเป็นที่มั่นใจของท่านว่าสามารถคุ้มครองลูกศิษย์ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งร้ายต่างๆได้จึงจะมอบแหวนพิรอดให้ลูกศิษย์ของท่านนำไปบูชาติดตัว แหวนของหลวงปู่ม่วงได้ก่อปาฏิหารย์ให้ปรากฏแก่หมู่ลูกศิษย์มากมาย ทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี มหาอุดหยุดลูกปืน เรียกว่าแหวนของหลวงปู่ม่วงมีพุทธคุณครอบจักรวาลก็ว่าได้ ชื่อเสียงแหวนพิรอดของวัดบ้านทวนร่ำลือไปไกลถึงเมืองหลวง

                                          

                                        พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่

ในสมัยรัชกาลที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระสังฆราชวัดบวรนิเวศวิหาร ได้เสด็จตรวจคณะสงฆ์ในมณฑลราชบุรี เสด็จเมืองกาญจนบุรี ทรงเห็นความเป็นไปของคณะสงฆ์ในจังหวัดกาญจนบุรีมีความประพฤติปฏิบัติเรียบร้อยดี ก็โปรดและทรงยกย่องเจ้าวัดคณะนั้นๆ นับแต่พระครูวิสุทธิรังสี (หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้) เจ้าคณะเมือง ตลอดมาถึงเจ้าคณะแขวงอำเภอและพระคณาธิการ ขณะเจ้าอธิการม่วง วัดบ้านทวน มีอายุในวัยชราถึง ๘๑ ปีแล้ว ได้เดินทางไปรับเสด็จถึงเมืองกาญจนบุรี และทูลการรายงานได้คล่องแคล่ว ทรงโปรดว่า ไม่วางตนว่าเป็นผู้ชราและอยู่เฉยเสีย ยังมีน้ำใจ อยากรู้อยากเห็นหาความรู้ สมกับคำของพระพุทธเจ้าที่ว่า เด็กที่เล่าเรียนมีความรู้ มีสติปัญญาย่อมดีกว่า คนแก่ที่ไม่ได้เล่าเรียนไม่มีความรู้ ดีแต่มีอายุแก่แต่อย่างเดียว จะเห็นได้ว่า เจ้าอธิการม่วงท่านม่ถือความมีอายุของท่าน ท่านสนใจเรื่องวิชาความรู้เป็นสำคัญ ดังนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงเสด็จตอบถึงวัดบ้านทวน เป็นการแสดงน้ำพระทัยและรับสงเคราะห์ในเรื่องตำรับตำราที่จะเล่าเรียนพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงแต่งไว้ เช่น นวโกวาท วินัยมุขบาฬีเวยยากรณ์ บุพสิกขาวรรณา ฯลฯ นับว่าเจ้าอธิการม่วงได้เห็นการณ์ไกล ทำให้วัดบ้านทวนเจริญด้วยการศึกษาเป็นอันมาก ด้วยคุณงามความดีของเจ้าอธิการม่วง

                         

                       สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจคณะสงฆ์

                               

ครั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จกลับ ได้ขอพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นสัญญาบัตร ให้เจ้าอธิการม่วง วัดบ้านทวน เจ้าคณะแขวน ฯ เป็นที่พระครูสิงคีคุณธาดา อันชื่อนั้นเดิมชื่อสิงคีบุรคณาจารย์ เป็นรองเจ้าคณะเมือง อยู่วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) เมื่อพระครูสิงคีบุรคณาจารย์ (สุด) มรณภาพ พ.ศ. ๒๔๕๔ ในการตั้งใหม่ครั้งนี้ได้ทรงแก้เป็นพระครูสิงคีคุณธาดา ให้ได้ลำดับสัมผัสกัน ในยุคนั้นตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดลงมา ดังนี้

 

 วิสุทธิรังสี วัดใต้
 สิงคีคุณธาดา วัดบ้านทวน
 จริยาภิรัต วัดหนองขาว
 ยติวัตรวิบูล วัดศรีโลหะราษฎรบำรุง
 อดุลยสมณกิจ วัดเหนือ
 นิวัฐสมาจาร วัดหนองบัว
 วัตตสารโสภณ วัดดอนเจดีย์ (เดิมชื่อวัดประจันตคาม)
หลวงปู่ม่วง จันทสโร ได้ดำรงตำแหน่งพระครูสิงคีคุณธาดา ได้ ๑๓ ปี หลวงปู่ม่วงเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา ถึงกาลมรณภาพ เมื่อวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ นับอายุได้ ๙๓ ปี พรรษา ๗๒ เนื่องในงานปลงศพหลวงปู่ม่วง คณะศิษย์ ใคร่จะหาของเป็นที่ระลึกในงานศพ จึงได้ตกลงกันเลือกพิมพ์หนังสือ “คู่มือพุทธมามกะ มอบเป็นที่ระลึก

                      

             หนังสือแบบเรียนที่หลวงปู่ม่วงได้รับพระราชทาน หนังสือที่ระลึกงานปลงศพหลวงปู่ม่วง

 

                                               

                               พระครูสิงคีบุรคณาจารย์ (หลวงปู่สุด วัดเหนือ)

            

พระครูวิสุทธิรังสี(หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้) พระครูสิงคีคุณธาดา(หลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวน)

            

พระครูนิวัฐสมาจาร(หลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว)พระครูอดุลยสมณกิจ (หลวงปู่ดี วัดเหนือ)

 

     

พระครูวัตตสารโสภณ (หลวงพ่อดอกไม้ วัดดอนเจดีย์ พระครูยติวัตรวิบูล (หลวงพ่อพรต วัดศรีโลหะฯ)

 

      

พระครูจริยาภิรัต(หลวงพ่อยันต์ วัดหนองขาว) พระครูสิงคีบุรคณาจารย์(วัดเหนือ)

 

 

                                    วัตถุมงคลหลวงปู่ม่วง

                

                              แหวนพิรอดแขน หลวงพ่อม่วง

                               ความแห้งของรัก รักออกสีแดงลูกหว้า

 

                            

                             วงแหวนจะมีเชือกสายสินธุพันรอบวง

   

                                   เหรียญหลวงปู่ม่วง รุ่นแรก

   

                                          เหรียญรุ่นแรกเนื้อเงิน

                  เหรียญรุ่นแรกเนื้อสำริด เหรียญรุ่นแรกเนื้อทองแดง

เหรียญหลวงปู่ม่วง มี ชนิด คือ แบบเหรียญหล่อ และ แบบเหรียญปั้มลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ หูเชื่อม ด้านหน้ารูปหลวงปู่ม่วงขนาดครึ่งองค์ (มีแบบหน้าหนุ่ม และ แบบหน้าแก่) ด้านหนังมีข้อความว่า ทีระฤก อุปชาวัดบ้านทวน มีอักขระขอม ว่า อิโสมิโสโมอะนะลือมีทั้งเนื้อเงินและสำริด ส่วนเหรียญปั้ม ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ หูเชื่อม ด้านหน้ารูปหลวงปู่ม่วงขนาดครึ่งองค์ (มีแบบหน้าหนุ่ม และ แบบหน้าแก่) ขอบเหรียญด้านหน้ามีอักขระขอม ๑๖ ตัว อ่าน ว่าอะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ ภะ สัง วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ เป็นหัวใจ อิติปิโส กับหัวใจ พระธรรม คัมภีร์ ด้านหลังมีข้อความว่า “ทีระฤก อุปชาวัดบ้านทวน และมีอักขระขอม ว่า อิโส มิโส โมอะ นะลือ มีเฉพาะเนื้อทองแดงเท่านั้น

       

                                  บรรยากาศบริเวณวัดบ้านทวน


 

                                       ประวัติ

         พระครูพิศาลวิริยกิจ (หลวงพ่อเสงี่ยม สุธมฺโม)

  เจ้าอาวาสวัดบ้านทวน เจ้าคณะตำบลพนมทวน เขต

                              

พระครูพิศาลวิริยกิจ (หลวงพ่อเสงี่ยม สุธมฺโม) เป็นบุตรของโยมพ่อเล็ก กัณหรัตน์ โยมแม่สัมฤทธิ์ กลีบสัตบุตร ถือกำเนิด บ้านทวน เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ค่ำ เดือน ปีมะแม ตรงกับวันศุกร์ ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๔ โยมพ่อโยมแม่ตั้งชื่อให้ว่า เสงี่ยม มีพี่น้องร่วมบิดามารดา คน ท่านมีอุปนิสัยรักสันโดษ เยือกเย็น วางตนสงบเสงี่ยมสมชื่อ มีความมานะอดทนต่อการงาน ทุกอย่าง มีความกตัญญูเป็นเลิศ ในวัยเด็กดำเนินชีวิตเหมือนเด็กชนบททั่วไป ชอบเล่นซุกซนตามวัดและท้องนา ช่วยพ่อแม่เลี้ยงควายตามประสาเด็กชนบท ได้รับการศึกษาเล่าเรียนพออ่านออกเขียนได้จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ถือได้ว่าท่านเรียนจบชั้นสูงพอสมควรในสมัยนั้น

                                          

 

ท่านได้ช่วยบิดามารดา ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา จนมีอายุครบ ๒๐ ปีบิดามารดาได้พาท่านไปฝากหลวงพ่อซ้ง วัดดอนตาเพชร เพื่อให้หลวงพ่อซ้งเป็นพระอุปัชฌาย์ทำการอุปสมบทให้ท่าน หลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวนเป็นอุปัชฌาย์ ของหลวงพ่อซ้ง วัดดอนตาเพชร จึงได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาและวิทยาคมต่างๆจากหลวงปู่ม่วง ไว้มากรูปหนึ่ง หลวงพ่อซ้งเป็นพระเปรียญและพระวิปัสสนาธุระที่เคร่งครัดในพระวินัยอย่างยิ่ง เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั้งใกล้และไกล บ่อยครั้งที่ท่านต้องนั่งเกวียนไปถึง อำเภออู่ทอง เขตจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นอุปัชฌาย์บวชให้กับลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพนับถือท่าน หลวงพ่อซ้ง ท่านได้รับพระราชทานบาตรฝังมุขจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ เป็นรางวัลที่สามารถตอบปัญหาธรรมได้ลึกซึ้ง สมัยเมื่อหลวงพ่อซ้งเป็นเณรยังปรากฏหลักฐานบาตรพระราชทานฝังมุขอยู่ที่วัดดอนตาเพชรจนปัจจุบันนี้

   

                                          

                                                บาตรไม้พระราชทาน

               

                                                               ฝาบาตรฝังมุข

นายเสงี่ยม กัณหรัตน์ ได้เข้าอุปสมบท พัธสีมาวัดบ้านทวน เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ โดยมีหลวงพ่อซ้ง วัดดอนตาเพชร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเสริม วัดรางหวาย เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการเพิ่ม วัดดอนงิ้ว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุธมฺโม

 

 

 

                                 

                                        พระอุปัชฌาย์ ซ้ง วัดดอนตาเพชร

       

พระอธิการเสริม วัดรางหวาย พระอธิการเพิ่ม วัดดอนงิ้วพระครูพิศาลวิริยกิจ (หลวงพ่อเสงี่ยม สุธมฺโม) หลังจากได้บวชแล้ว ท่านก็ได้ทุ่มเทกำลังใจกำลังกายในการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม พระธรรมวินัย ปฏิบัติพระกรรมฐาน สมถะ เจริญวิปัสสนา ฝึกนั่งสมาธิ จากพระอุปัชฌาย์และครูบาอาจารย์ต่างๆ จนมีความเชี่ยวชาญ มีศีลจารวัตรที่งดงามเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ท่านเป็นพระนักพัฒนาและพระนักปฏิบัติจนเป็นที่ไว้วางใจของคณะสงฆ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทวน เป็นเจ้าคณะตำบลพนมทวน เขต ท่านได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์ พระครูสัญญาบัตรในราชทินนามว่า พระครูพิศาลวิริยกิจ เมื่อวันที่ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๓

      

พระครูพิศาลวิริยกิจ (หลวงพ่อเสงี่ยม สุธมฺโม) ชาวบ้านทวนและหมู่ลูกศิษย์ที่เคารพนับถือท่าน มักนิยมเรียกท่านว่า หลวงพ่อเสงี่ยม ท่านเป็นพระของชาวบ้านทวนโดยแท้ไม่เลือกชั้นวรรณะ ท่านให้ความเมตตาลูกศิษย์ทุกคนด้วยความเสมอภาพ หลวงพ่อเสงี่ยมพัฒนาวัดและชุมชนให้มีความเจริญรุ่งเรืองไปพร้อมๆกัน หลวงพ่อเสงี่ยมท่านให้ความสนับสนุนด้านการศึกษามาก เพราะท่านเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคม หลวงพ่อจะมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนทุกปีๆละหลายสิบทุนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อหลวงพ่อจะมีอายุครบ ๘๐ ปี ท่านได้สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้โรงเรียนวัดบ้านทวนไว้เป็นอนุสรณ์ พร้อมทั้งรูปเหมือนตัวท่านไว้ที่โรงเรียนด้วย

 

                     

                         รูปเหมือนที่หลวงพ่อมอบให้โรงเรียนวัดบ้านทวน

 

    

                อาคารเรียนหลังเก่าโรงเรียนวัดบ้านทวน อาคารเรียนพระครูพิศาลวิริยกิจ

หลวงพ่อเสงี่ยม ท่านได้เรียนวิชาทำแหวนพิรอดและวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่อซ้ง หลวงพ่อเสริม วัดรางหวาย และหลวงพ่อเพิ่ม วัดดอนงิ้ว พระอาจารย์ของท่านซึ่งเป็นสายตรงของหลวงปู่ม่วง และได้ศึกษาจากตำราไสยเวชต่างๆของหลวงปู่ม่วงที่เป็นมรดกตกทอดอยู่ที่วัด

 

                                         

 

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อเสงี่ยมสร้างมีทั้งเหรียญรูปหลวงปู่ม่วง เหรียญรูปท่าน แหวนพิรอดสีแดง ตะกรุด รูปหล่อ เป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านทวนและลูกศิษย์ทั้งใกล้และไกล ต่างได้พบกับประสบการณ์ ด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ตามแบบฉบับสายไสยเวชของหลวงปู่ม่วง วัดบ้านทวน ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านกำลังเป็นที่ต้องการของนักนิยมพระเครื่อง

 

 

                                  

                                                                   เหรียญรุ่นแรก

 

       

                                                  รูปหล่อขนาดต่างๆ

      

            พระพุทธรูปประจำอำเภอที่หล่อในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

                รูปหล่อเนื้อเงิน รุ่น สร้างอาคารเรียนโรงเรียนวัดบ้านทวน

นายอารามบอยพาท่านเที่ยววัดบ้านทวน และแนะนำยอดเกจิของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ชาวบ้านบ้านยกย่องท่านเปรียบเสมือนเทพเจ้าของชาวบ้านทวน ก่อนที่จะกลับนายอารามบอยขอแนะนำทุกท่านชิมก๋วยเตี๋ยวเรือ ร้านทองใหญ่ รสชาติเด็ดดวงจริงๆ ทุกครั้งที่นายอารามบอยแวะมาหรือต้องเดินทางผ่านอำเภอพนมทวน จะต้องแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวเป็นประจำไม่ได้โม้ อร่อยจริงๆ ร้านตั้งอยู่ริมถนนสายอู่ทอง - กาญจนบุรี ใกล้ปากทางเข้าวัดบ้านทวน เมื่อรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรืออิ่มดีแล้ว อย่าลืมแวะร้านขายกาแฟโบราณเจ้าเก่าแก่หน้าอำเภอ โอเลี้ยงที่นี่ไม่เป็นสองลองใคร

 

      

 

                    ป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวเรือทองใหญ่ พ่อค้าใจดีฝีมือเด็ดดวง

 

                  

                                 โอเลี้ยงหวานกลมกล่อม ชื่นใจ จริงๆ

รวบรวมโดย นายสมชาย แสงชัยศรียากุล นักวิชาการศาสนาชำนาญการ

                               สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๔

 

 


ลิขสิทธิ์ © 2009 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี โทร 034-564280 Email onabkri@gmail.com