forex trading logo


KANCHANABURI

JEvents Calendar

Last month October 2017 Next month
S M T W T F S
week 40 1 2 3 4 5 6 7
week 41 8 9 10 11 12 13 14
week 42 15 16 17 18 19 20 21
week 43 22 23 24 25 26 27 28
week 44 29 30 31

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร

เว็บสำนักพุทธจังหวัด

Untitled Document

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้367
mod_vvisit_counterวานนี้547
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้914
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน6372
mod_vvisit_counterเดือนนี้22796
mod_vvisit_counterเดือนก่อน22637
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด3266052

We have: 55 guests, 2 bots online
Your IP: 103.55.142.140
 , 
Today: ต.ค. 24, 2017
Home องค์ความรู้ เที่ยววัดกับนายอารามบอย วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร
วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร PDF พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 
เขียนโดย นายสมชาย แสงชัยศรียากุล   

เที่ยววัดกับนายอารามบอย

 

เช้านี้อากาศสดชื้นโชคดีที่ฝนไม่ตก   นายอารามบอยต้องเดินทางพร้อมกับกลุ่มส่งเสริมพระพุทธ

ศาสนา  โดยการนำทีมของนายสาธิต  เกียรติ์สุพิมล   นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ ออก

ติดตามโครงการ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม  แผนกธรรม บาลี  

จังหวัดกาญจนบุรี   ประจำปี  พ.ศ.  ๒๕๕๒   และถวายหนังสือเรียนรวมวิชาหลักสูตรนักธรรมชั้น

ตรี  ชั้นโท   ชั้นเอก   วัดในเขตอำเภอท่ามะกา   นายอารามบอยเลยถือโอกาสบันทึกภาพและ

เก็บตกสาระความรู้ของวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร   พระอารามหลวง  ชั้นตรี  ชนิดวรวิหาร   มาให้

ท่านผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาข้อวัดและสถานที่ที่น่าสนใจภายในวัด

 ถวายหนังสือวัดตะคร้ำเอน ถวายหนังสือวัดคร้อพนัน ถวายหนังสือวัรางกระต่ายฯ

 เก็บข้อมูลวัดพระแท่นฯ ทำงานเข้มแข็งทุกท่าน พระเสนอแนะข้อปรับปรุง

 

ภาพประทับใจที่ทีมงานพบเห็นที่วัดดอนขมิ้น
 ศิล  สมาธิ  ปัญญา อิ่มบุญทุกคน เด็กดีของสังคม

           เมื่อรถเลี้ยวเข้าวัดพระแท่นดงรัง   หาที่จอดเหมาะๆได้ก็เห็นร้านค้าขายสิ่งค้าประเภทภูมิ

ปัญญาชาวบ้านและสมุนไพรพื้นบ้านอยู่  ๔- ๕  ร้านซึ่งบรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วใน

สังคมปัจจุบัน   น่าเสียดายที่คนไทยไม่ค่อยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากภูมิ

ปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ  ที่บ่งบอกถึงรากเง้าความเป็นไทย

 รากไม้เปรียบเสมือนรากเง้าแห่งชีวิต อุดหนุนภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย

 

                            ประวัติวัดพระแทนดงรังวรวิหาร

 

                         

                        ภาพวิหารพระแท่นในอดีต  อายุเกือบร้อยปี

          วัดพระแท่นดงรัง   ตั้งอยู่เลขที่  ๑๒๑ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลพระท่า อำเภอท่ามะกา จังหวัด

กาญจนบุรี   เดิมมีฐานะเป็นวัดราษฎร์  ตั้งอยู่บนเนินเขาป่าไม้เต็งรังและไม้เบญจพรรณอื่นๆ

อันเป็นบริเวณเดียวกับที่ประดิษฐานพระแท่นดงรัง  ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญทางพระพุทธ

ศาสนาแห่งหนึ่งของประเทศไทย    มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก   พื้นที่เป็นรูปวงกลมรี  มี

เนื้อที่  ประมาณ   ๕๑๕๐   ไร่

          ทิศเหนือ จด        ถนนสายกำแพงแสน พนมทวน       

         ทิศใต้                      จด        หมู่บ้าน  ท่าโป่ง

         ทิศตะวันออก       จด        หมู่บ้าน  บ้านโป่ง

         ทิศตะวันตก        จด        จดทุ่งนา

       การสร้างวัดพระแท่นดงรัง   ไม่สามารถสืบค้นหาหลักฐานได้ว่าสร้างขึ้นสมัยใด ใครเป็นผู้

สร้าง   แต่พอสันนิษฐานได้ว่า คงจะสร้างระยะเวลาใกล้เคียงกับการค้นพบพระแท่นดงรัง ในสมัย

กรุงศรีอยุธยา  รัชกาลพระเจ้าบรมโกศ    จากหลักฐานรอยพระพุทธบาทไม้จำหลักฝังมุขที่เข้า

ใจว่าสร้างในสมัยพระเจ้าบรมโกศ   วัดพระแทนดงรังได้พระมหากรุณาธิคุณจากราชวงศ์จักรีใน

การทรงบูรณะปฏิสังขรณ์และเสด็จพระราชดำเนินมา  ณ. พระแท่นดงรัง  ดังนี้

    ๑.พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในรัชกาลที่     เสด็จพระราชดำเนินมาทรงนมัสการ

พระแท่นดงรัง  เมื่อ  เดือน    ปีมะเมีย  พ.ศ.  ๒๔๐๒

    ๒.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่     เสด็จพระราชดำเนินมาทรงนมัสการ

พระแท่นดงรัง  เมื่อ   ปีฉลู  พ.ศ.  ๒๔๐๘  และโปรดให้กรมการเมืองราชบุรี   บูรณะวิหาร   และอุ

โบสถ  และสร้างเจดีย์ที่หลังวิหารพระแท่น    องค์

   ๓.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่    เสด็จพระราชดำเนินมาทรงนมัสการ

พระแท่นดงรัง    ครั้ง

      -  ครั้งแรก  เมื่อปีฉลู  พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยเสด็จมากับพระบรมราชชนก (รัชกาลที่  ๔)

      - ครั้งที่    ก่อนเสด็จประพาสไทรโยคครั้งที่     ได้เสด็จแวะมาสมโภชพระแท่นดงรัง  

เมื่อวันพุธขึ้น    ค่ำ  เดือนยี่  ปีชวด  สัมฤทธิศก  ตรงกับวันที่    มกราคม  พุทธศักราช  ๒๔๓๑  

และได้ประทับแรม    พลับพลาค่ายหลวงพระแท่นดงรัง  จึงเสด็จต่อไปไทรโยค    ในการเสด็จ ฯ 

ครั้งนี้  พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องพระแท่นดงรัง  ไว้โดยละเอียด  

ดังต่อไปนี้

 
 บันไดขึ้นเขาถวายพระเพลิง        วิหารพระแท่น          พระแท่น

ที่วิหารพระแท่นตั้งอยู่นั้น  เป็นเขาเทือกเดียวกันกับเขาถวายพระเพลิง  เชิงเขานั้นตกราบลงมาสูง

กว่าพื้นดินข้างล่างอยู่หน่อยหนึ่ง  มาถึงที่พระแท่นจึงเป็นเขาศิลากองยาวออกไป  ที่ข้างหลังวิหารมี

ช่องศิลายาวประมาณ    นิ้ว  กว้าง    นิ้ว   หยั่งดูลึกสัก    ศอก  ว่าเป็นที่บ้วนพระโอฐของพระ

พุทธเจ้า  ที่พระแท่นนั้นเป็นปลายของเทือกศิลา  เป็นศิลาแท่งสูงข้างหนึ่ง  ต่ำข้างหนึ่ง   ข้างสูงนั้น

วัดได้ศอกคืบ   ยังมีสูงขึ้นไปอีกเหมือนหนึ่งเป็นหมอนกว้างสักคืบเศษ  สูงคืบ 

 

  
 เจดีย์และกองศิลาบ่อบ้วนพระโอษฐ์ ป้ายแสดงตำแหน่ง 

ข้างปลายสูง  ๑๖  นิ้ว  ยาว  ๑๑  ศอกคืบ  ข้างบนกว้าง    ศอกเศษ  ข้างล่าง    ศอกเศษ  เป็น

พื้นครุคระอยู่ แต่เจ้าของปิดทองทำปั้นเป็นบัวรองไว้  พื้นกลางพระแท่นนั้นจะเป็นอย่างไรไม่เห็น

ด้วยผ้าห่มคลุมสูงขึ้นไปศอก    ทำเป็นคล้ายๆรูปคนนอนคลุมหัว   เมื่อ  (พ.ศ.  ๒๔๐๘)  เราตาม

เสด็จทูลกระหม่อมมา  ยังเด็กอยู่  พอเยี่ยมหน้าเข้าไปเห็นที่คลุมผ้าตกใจนึกว่าศพอะไรคลุมอยู่ใน

นั้น  วิหารที่ก่อครอบแท่นไว้นั้นเป็นสี่เหลี่ยม  ดูข้างในกว้างประมาณ ๔ วา  ๒ ศอก  มีเสา    เสา

ผนังหนา  ข้างนอกมีเฉลียงรอบกว้างสัก    ศอก  ยาวตลอดสัก    วา    ศอก  ในโบสถ์แขวน

พระบฏต่างๆที่ปลายพระแท่นนั้นมีพระบาทตั้งพระปราศณางค์  ลงข้างล่างเป็นลับแลอันหนึ่ง  มีพาน

ใส่ก้อนศิลาปิดทองตั้งอยู่หลายก้อน   สังเกตได้แต่ก่อนว่ามาเห็นก้อนโตกว่านี้  แต่คราวนี้มาเห็นเป็น

แตกสองซีกก็มี  ทราบว่าแย่งกันบังสุกุลพลัดตกแตก  พื้นดาดด้วยตะกั่ว  วิหารนี้เป็นของราษฎร์กับ

พระสงฆ์เข้ากันทำ  มีหนังสือจาฤกแผ่ส่วนบุญอยู่ริมผนังด้านตะวันตก  ได้คัดมาแล้วอยู่ในแอปเปน

เดกซ์....

 ลายกลีบรอบฐาน ฉัตรเหนือพระแท่น แขวนพระบฏ

“...ที่วิหารพระแท่นนั้น  หันหน้าตรงทิศใต้  รอบนอกมีกำแพงแก้วทักษิณรอบ  มีพระเจดีย์เล็กๆ

น้อยๆหลายองค์ในรอบบริเวณนั้น  มีวิหารฤาศาลาดูเป็นของค้างฤาทำยังไม่แล้ว  ก่ออิฐแผ่นใหญ่

ขึ้นไป เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งบ้างกว่าครึ่งบ้าง แต่สองข้างนั้นทีจะเป็นโบสถ์ฤาวิหาร ไม่มีเครื่องบน 

ข้างตะวันตกมีโรงจากคลุมอยู่โรงหนึ่ง   หน้าวิหารพระแท่นมีโรงระฆังหลายหลัง  ในอาณาเขตนั้น

เป็นต้นรังย่อมๆไม่สู้ใหญ่นัก  ขึ้นไปทางข้างขวามือขึ้นไป  มีกองศิลาตั้ง  แล้วมีศาลาเหลี่ยมเรียก

ว่าหินบด...”

 กำแพงแก้ววิหารพระแท่น แท่นหินบดยา ภายในวิหารหินบดยา

    “แต่ธรรมดาคนไทยๆเรา  มักจะถือการที่ขลังศักดิ์สิทธิ์ต่างๆมากกว่าที่ถือพระพุทธคุณโดยแท้ 

ถ้าเห็นเจดีย์ฐานแห่งใดไม่ขลังศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใคร่นับถือ  ถ้าแห่งใดมีคำเล่าลือว่าขลังศักดิ์สิทธิ์อย่าง

นั้นอย่างนี้  ก็มักจะศรัทธามากขึ้น เหมือนหนึ่งที่พระแท่นดงรังนี้  มีเรื่องราววิเศษต่างๆ หลายอย่าง 

เรื่องหนึ่งว่าแขกคนหนึ่งขึ้นมาเที่ยว  ว่าพระแท่นสบายน่านอนเล่น  น่าอยู่  โลหิตออกจากปากจาก

จมูกตาย   เรื่องหนึ่งว่าน้ำบ้วนพระโอฐนั้น   ถ้าเป็นตาแดงหยอดตาหาย  อย่างหนึ่งว่าหินบดนั้น ถ้า

บดใบไม้ใดๆไม่ว่า  ถ้ากินเข้าไปเป็นยาทั้งสิ้น   อย่างหนึ่งว่า  น้ำมันตามตะเกียง  ทาบาดแผล  อัน

ใดหายหมด   อีกอย่างหนึ่งว่า  นับขั้นบันไดที่ขึ้นเขาถวายพระเพลิงนั้นได้เท่าใด  อายุผู้นั้นจะยืนไป

เท่ากับขั้นบันไดที่นับนั้น   อีกอย่างหนึ่งว่า  ถ้าผู้ใดเดินไปหลังมณฑปนั้นหน่อยหนึ่ง  จะพบเมืองลับ

แลกลับมาไม่ได้  และต้นไม้ในฤดูแล้งเป็นธรรมดาใบก็ร่วง  เห็นกันว่าเป็นต้นไม้เศร้าโศกหญ้าก็แห้ง

งอเพราะร้องไห้สงสารพระพุทธเจ้า  คำเล่าฤาตื่นเต้นกันดังนี้  มีหลายสิ่งหลายอย่างนักพรรณนาไม่

ถ้วน   การเรื่องปาฏิหาริย์เหล่านี้  ถ้าผู้มีปัญญาคิดตรึกตรองแล้ว  ก็มักจะไม่มีใครเชื่อถือ แต่ที่ว่ามา

นี้ตามน้ำใจคนที่มักจะนับถือการปาฏิหาริย์ต่างๆ....

 

     “แต่ถึงเราได้พูดติเตียนพระแท่น   ดังนี้  ใช่ว่าจะคัดค้านติเตียนเสียว่า  พระแท่นดงรังไม่เป็น ที่ควร

บูชานั้นก็หามิได้  เพราะสิ่งใดๆ  ก็ดีเป็นเครื่องที่จะเตือนใจจะนำใจให้ระลึกถึงพระพุทธคุณได้  สิ่งนั้นก็

ควรบูชาทกอย่าง  เพราะเราไม่ได้ถือตามความปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ของใดๆ  ว่าเป็นพระพุทธเจ้าแท้  ไม่

แท้  ฤาสืบมาแต่พระพุทธเจ้าแท้  ไม่แท้  ดังคนบางจำพวกที่เห็นไปว่า  การเคารพไหว้กราบพระพุทธรูป

นั้น  เป็นไอดอละตารี  จำเพราะเจาะจงจะบูชาสิ่งอันนั้น   เมื่อผู้ใดนึกดังนี้ผู้นั้นเป็นผู้นึกผิดโดยแท้  เป็น

ผู้ไม่ทราบสิ่งใดเลย  เอาแต่ความเคอะของตัวให้คนอื่นพลอยเคอะด้วย  ผู้ที่รู้อยู่ทั่วถึงจะไหว้กราบในที่

มีพระพุทธรูป  สถูป  ฤาสิ่งอื่นๆ  ซึ่งเป็นเจดียฐาน  ฤาจะไหว้กราบในที่แจ้ง  ในชายคาที่ไม่มีเจดียฐานก็

ดีต้องส่งใจระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า  แล้วไหว้กราบทุกครั้งคราว

 

   และพระแท่นดงรังนี้เล่า  ก็เป็นเจดียฐานหนึ่งซึ่งควรจะส่งใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่เสด็จ

ปรินิพพาน  ในเมืองกุสินาราย  ที่ป่ารังของมลกระษัตร ก็เหมือนหนึ่งได้นมัสการในที่นั้น

หมือนกัน....เจดียฐานต่างๆ  ยกไว้เป็นเครื่องชักนำใจให้ส่งไประฤกถึงคุณพระพุทธเจ้าโดย

ง่ายขึ้นกว่าที่จะนึกเปล่าๆ  เพราะดังนั้น  ถ้าเจดียฐานแห่งใด  ความเป็นที่เชื่อที่เลื่อมใสเพราะ

มีหลักฐานเป็นพยานสำคัญได้  ก็มีแรงจะชักจูงความเลื่อมใสให้มากขึ้น  ซึ่งว่าเปรียบเทียบ

มาดังนี้  เพราะจะให้เป็นประโยชน์ที่จะได้นำความเลื่อมใสเท่านั้น  ใช่ว่าพระแท่นไม่แท้  ไหว้

ไม่ได้บุญ....ถ้าเป็นเจดียฐานแห่งใดๆก็ได้   ฤาไม่มีเจดียฐานก็ดี  ผู้ใดมีน้ำใจไหว้ดี  ก็จะมี

อานิสงส์  ถ้าไหว้ไม่ดี  ก็จะเปรียบกับเดินไกวแขนเล่นเหมือนกัน........

 

    ๔.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่      เสด็จพระราชดำเนินไปซ้อมรบ

เสือป่า    ค่ายหลวงบ้านโป่งเกือบทุกปี  ครั้นในปี  พ.ศ.  ๒๔๖๔  ภายหลังจากเสร็จซ้อมรบเสือ

ป่าแล้ว   โปรดให้เสือป่าเหล่าอื่นกลับ  คงมีผู้ตามเสด็จแต่เหล่าเสือป่าที่เป็นมหาดเล็กและพวก

ปี่พาทย์หลวงกับมีมหาดเล็กหมวดรักษาพระองค์ตามเสด็จด้วย   แล้วพระบาทสมเด็จพระมง

กุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปตามถนนและทางเกวียนมาทรง

สักการะพระแท่นดงรังแต่เสด็จเพียงวันเดียวมิได้ประทับแรม

 

    ๕.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จวัด

พระแท่นดงรัง     ครั้ง  ครั้งแรก   เมื่อวันศุกร์ที่  ๓๐  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๒   ทั้งสองพระ

องค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ  ดังนี้

 

     ๑.ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการการบูชาพระรัตนตรัย  แล้วเสด็จ ฯ  ไปยังวิหารพระแท่นดง

รัง  ทรงเจิมพระแท่น  และพระราชทานผ้าคลุมพระแท่น  เพื่อเป็นพุทธบูชา

 
  

 

    ๒.พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา  ทรงพระราชดำเนินประทักษิณพุทธเจดียสถาน  

พร้อมด้วยพระราชวงศ์  และข้าทูลละอองธุลีพระบาทถ้วน     รอบ

   ๓.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์อุโบสถ  ซึ่งสร้างใหม่

   ๔.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงลงพระปรมา

ภิไธย  ในแผ่นศิลาซึ่งจะเชิญไปผนึกผนังอุโบสถ

             

                    

 

    ๕.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จฯ  ไป

ทรงปลูกต้นไม้หน้าวิหาร

 

   

     ครั้งที่สอง  เมื่อวันที่  ๑๙  กุมภาพันธ์  ๒๕๑๕   ทรงทำพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ  ทรงเททองหล่อ

พระประธานประจำอุโบสถและพระราชทานนามพระประธานว่า พระพุทธสาลวิสัยมงคล

             พระอุโบสถหลังใหม่                 ซุ้มเสมา

นายอารามบอยได้นำเสนอสาระความรู้และประวัติความเป็นมาของวัดพระแท่นดงรังให้ท่านผู้สนใจติดตามผลงานของนายอารามบอยพอสังเขป    ต่อจากนี้จะนำเสนอสถานที่ต่างๆภายในวัดที่น่าสนใจดังนี้

๑.ภาพจิตกรรมฝาผนังอุโบสถ

kkkkkkkkkkkkkkkkk

kkkkkkkkkkkkkkkkk

      นายอารามบอยได้นำเสนอสาระความรู้และประวัติความเป็นมาของวัดพระแท่นดงรังให้ท่าน

ผู้สนใจติดตามผลงานของนายอารามบอยพอสังเขป    ต่อจากนี้จะนำเสนอสถานที่ต่างๆภายใน

วัดที่น่าสนใจดังนี้

๑.ภาพจิตกรรมฝาผนังอุโบสถ

               ภาพพุทธประวัติ            ภาพประเพณี  ๑๒  เดือน
 

 

๒.งานหัตถกรรมด้านแกะสลักไม้  และลายรดน้ำ

 งานแกะสลักที่บานประตูอุโบสถ              งานลายรดน้ำ

๓.รอยพระพุทธบาทจำหลักไม้ลงรักฝังมุกสร้างสมัยอยุธยาที่มีความงดงามมาก

๔.อาคารพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หรือเรียกแบบนักวิชาการว่า  ปราชญ์ชาวบ้าน

 รอยพระบาทไม้ที่งดงามที่สุด มณฑปที่ประดิษฐ์รอยพระพุทธบาท

 บงบอกถึงจิตใจคนปัจจุบัน                 รวดรายการฝังมุก

๔.อาคารพิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หรือเรียกแบบนักวิชาการว่า  ปราชญ์ชาวบ้าน

 เชิญขอโชคขอลาภ                    เครื่องมือจับสัตว์น้ำ

 อุปกรณ์คลายร้อน (แอร์มือถือ) เครื่องมือสีข้าว

 ที่คั้นน้ำส้ม กระจาดใส่ข้าวเปลือก กระดานชนวน

 อะไรเอ่ย เคยเห็นไหม อยากรู้ดูที่วัดพระแท่น

๕.เครื่องประดับเสนาสนะ

           มีดีให้ดู                ถ้วย  ชาม  หลากสี

 

            วันนี้นายอารามบอยพาท่านเดินชมสิ่งต่างๆภายในวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร  จนเมื่อยล้า

พอสมควร  พักดื่มน้ำหน่อย   แล้วค่อยเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ........สวัสดี

 

 


ลิขสิทธิ์ © 2009 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี โทร 034-564280 Email onabkri@gmail.com